PLANT FACTORY

is an indoor vertical farming system which aids the steady production of high-quality vegetables all year round by artificially controlling the cultivation environment (e.g., light, temperature, humidity, carbon dioxide concentration, and culture solution), allowing farmers to plan production, using mobile phone for monitoring and control farming system.


Starting the very clean vegetable production business by utilizing the know-how of the operation and maintenance of the facilities and operation process management.


Plant Factory: are high-tech, highly-automated, commercial growing facilities that are able to produce yields 24/7 and year-round. In a Plant Factory’s closed environment, grow trays are stacked upon each other under grow lighting systems and safeguarded from the elements. The entire growth process is completely automated and conducive to economies of scale in order to control cost, quantity, and quality against the required harvest time. This allows the producer to determine sale price just as in any other industrial production factory.


Safety and quality initiatives:


  1. -Hygiene management - Strict hygiene management is carried out in order to achieve high quality.

  2. -Quality control is done by measuring the appearances (size, color, and shape).

  3. -Food safety management - Bacteriological examination and culture fluid test are done periodically by specialized agencies, in order to deliver a safe product to consumers.

 

Wangree Health Factory Company

Plant Factory - Indoor Vertical Farming System

Copyright © 2018-2019 Wangree Health Factory Co.,Ltd. All rights reserved.

ระบบการเกษตรแบบโรงงานปลูกพืชระบบปิด

        เป็นระบบการปลูกพืชแบบควบคุมเต็มรูปแบบ ระบบแบบนี้จะควบคุมทั้งสภาพแสง ความชื้น อุณหภูมิ แร่ธาตุ รวมไปถึงการกระตุ้น ให้พืชหลั่งสารเคมีบางอย่างที่ต้องการ เพื่อเพิ่มอัตตราการผลิตให้เป็นไปตามที่ต้องการและควบคุมกระบวนการทั้งระบบ ซึ่งลักษณะการทำเกษตรแบบนี้จะอาศัยพื้นที่ในอาคารที่มีลักษณะปิดและจะเป็นแนวโน้มของการก้าวไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ (Future of Food 4.0)

        ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อประชากรเป็นอย่างมากและเรามีการทำการเกษตรมาอย่างช้านาน แต่ระบบการทำการเกษตรของเรานั้นยังไม่มีการพัฒนาเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเซีย เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปริมานน้ำฝนกับอากาศที่ปัจจุบันเราไม่สามารถแม้แต่ทำนายสภาพอากาศ ในแต่ละปีได้แม่นยำ ซึ่งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรไม่เป็นไปตามเป้าหมายในแต่ละปี ทำให้ อุปสงค์ กับ อุปทาน  ในตลาดการเกษตรขาดความสมดุล

นอกจากนั้น เทคโนโลยีการเกษตรกับองค์ความรู้ทางการเกษตรสมัยใหม่ก็ไม่สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง ซึ่งทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชแบบ GAP มีความเข้าใจที่ผิดๆ ในการใช้สารเคมีต่างๆ โดยส่วนมากถูกชวนเชื่อจากสื่อโฆษณาต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเสียดุลการค้าระหว่างประเทศและเพิ่มภาระต้นทุนในกับเกษตรกร การใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น นอกจากเพิ่มต้นทุนการเพาะปลูกให้กับเกษตรตกรแล้ว ยังนำพาปัญหาที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย อาทิเช่น ปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ, ปัญหาแหล่งน้ำเป็นพิษและปัญหาระบบนิเวศที่ทำให้เกิดโรคพืชและแมลงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปีนอกจากนั้นผู้บริโภคยังได้รับผลกระทบจากสารเคมีตกค้างเนื่องจาก การใช้สารเคมีมากเกินไปซึ่งนำมาสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาว

กลไกตลาดที่ต้องผ่านระบบคนกลางก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ยุติธรรม เมื่อผลผลิตล้นตลาดพ่อค้าคนกลางก็จะกดราคาสินค้า ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนและมีหนี้สิน ในทางกลับกันถ้าสินค้าขาดตลาดเกษตรกรก็ไม่สามารถเรียกราคาสูงได้แต่ ผู้บริโภคปลายทางกลับเป็นผู้ที่รับภาระในการซื้อสินค้าราคาแพง เนื่องจากกลไกลของตลาดถูกผูกขาด โดยคนกลางอย่างไม่ยุติธรรม

โครงการ Plant Factory คือการนำเอานวัตกรรมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อที่จะแก้ปัญหาต่างๆ และพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้มีคุณภาพสูงขึ้นในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังสนับสนุนส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจการเกษตรที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของชาติและกลับสู่ภูมิลำเนาเพื่อพัฒนาถิ่นกำเนิดสร้างภูมิสังคมที่แข็งแรงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ซึ่งโครงการ Plant Factory นำจุดแข็งของ Internet 3G ที่มีการบริการที่ครอบคลุมเกือบ ทั้งประเทศ ร่วมกับเทคโนโลยี Internet of things (IOT) โดยจำลองการบริหารจัดการเสมือนผู้ บริโภคสามารถควบคุมการเพาะปลูกได้ด้วยตัวเองและทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งปลูกพืชผักจากเกษตรกร ได้โดยตรงโดยผ่านระบบ Internet ในการจัดซื้อโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง สร้างความสัมพันธ์ ระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคด้วย ดังนั้นเกษตรกรจะเป็นผู้ดูแลการตลาดด้วยตัวเองโดยผู้บริโภคก็สามารถควบคุมการเพาะปลูกได้ด้วยตัวเอง

นอกจากนั้นเกษตรกรยังสามารถควบคุมการผลิตในระบบปิดที่มีการควบคุมปัจจัยเรื่อง น้ำ อากาศ และ ความชื้นในปริมานที่เหมาะสมโดยมีระบบเซ็นเซอร์เป็นตัวควบคุมซึ่งทำให้ประหยัด ทรัพยากรทางธรรมชาติและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งผลผลิตที่ได้มีความแน่นอนในเชิงปริมาน ในแต่ละรอบปลูกสูงถึง 95% และยังปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค 100%

Plant Factory ยังจะนำนวัตกรรม Factory 4.0 กับ เทคโนโลยี Smart Farming มาปรับใช้เพื่อลดขนาดพื้นที่เพาะปลูกซึ่งสามารถกระจายเข้าสู่ชุมชนได้ทุกพื้นที่โดยไม่มีข้อจำกัดแม้ในตัวเมืองก็สามารถสร้างได้ซึ่งสามารถลดค่าขนส่งที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สินค้าราคาสูงและสามารถรักษาคุณภาพของ ผลผลิตให้มีความสดเหมือนกับปลูกเองที่บ้านได้อีกด้วย และยังใช้เทคโนโลยีผลิต และจัดเก็บ เพื่อลดปัญหาแรงงานและความเสียหายของผลผลิต นอกจากนั้นยังมีการนำเทคโนโลยี BIG DATA เข้ามาจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลผู้บริโภค, ข้อมูลพืช เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและ บริการอย่างมีประสิทธิภาพ